โรคกาบใบแห้งของข้าว - ICPLADDA

โรคกาบใบแห้งของข้าว

1095 จำนวนผู้เข้าชม

  
 
ผศ.ดร.อุดมศักดิ์  เลิศสุชาตวนิช
ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน
 
         โรคกาบใบแห้ง (sheath blight disease) เป็นโรคที่สำคัญโรคหนึ่งในข้าว  โรคนี้จะระบาดในเขตปลูกข้าวที่มีระบบชลประทานที่สามารถปลูกข้าวได้ตลอดทั้งปี  มีรายงานความเสียหายที่เกิดจากโรคนี้ทำให้ผลผลิตข้าวลดลง 20-40 เปอร์เซ็นต์ โรคนี้มีแนวโน้มที่จะทำความเสียหายให้กับข้าวมากขึ้น  เนื่องจากยังไม่มีพันธุ์ต้านทานโรค และเชื้อมีความสามารถในการอยู่รอดในตอซัง วัชพืช และในดินข้ามฤดูการปลูกได้ดี  ซึ่งปัจจุบันสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิและความชื้นสูง จะทำให้โรคนี้มีแนวโน้มการระบาดได้รุนแรง  ดังนั้นชาวนาจึงควรเอาใจใส่และหมั่นตรวจสอบแปลงนาเป็นประจำเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น
 
สาเหตุโรค
          เกิดจากเชื้อรา Rhizoctonia solani (Thanatephorus cucumeris (Frank) Donk)

 

ลักษณะอาการของโรค
           โรคนี้จะพบได้ในตั้งแต่ระยะแตกกอจนถึงระยะใกล้เก็บเกี่ยว  โดยส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อโรคจะลอยไปตามน้ำ เข้าทำลายต้นข้าวบริเวณกาบใบ  อาการเริ่มต้นจะเกิดเป็นแผลช้ำ รูปทรงรี สีเขียวปนเทากว้าง 1-4 มิลลิเมตร ยาว 2-10 มิลลิเมตร ต่อมาแผลจะเปลี่ยนเป็นสีขาวปนเทาหรือสีฟางข้าว ขอบมีสีน้ำตาลเข้ม ลุกลามขยายขนาดใหญ่ขึ้นมีขนาดไม่จำกัดและลุกลามได้ถึงใบข้าว  ถ้าเป็นพันธุ์อ่อนแอแผลสามารถลุกลามได้ถึงใบธงและกาบหุ้มรวงข้าว  ทำให้ ใบและกาบใบแห้งตาย นอกจากนี้ยังทำให้เมล็ดข้าวลีบเสียหาย

 

 
การแพร่ระบาด
           เชื้อราสามารถสร้างส่วนขยายพันธุ์ลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆ ตกค้างอยู่บนตอซัง วัชพืช และในดินได้นาน  และมีน้ำเป็นตัวพาในการแพร่ระบาด เมื่อเชื้อโรคเข้าทำลายจะทำให้ข้าวเกิดโรคเป็นหย่อมๆ  นอกจากนี้สภาพอากาศที่มีอุณหภูมิและความชื้นสูง การใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในอัตราสูง และการหว่านข้าวแน่นเกินไป จะเป็นปัจจัยที่ช่วยให้โรคนี้ระบาดมากยิ่งขึ้น
          ในนาปรังจะพบโรคนี้น้อยและอาการไม่รุนแรงเท่านาปี  ข้าวพันธุ์ต้นสูงจะแสดงอาการของโรครุนแรงน้อยกว่าข้าวพันธุ์ต้นเตี้ย และข้าวพันธุ์เบา (อายุเก็บเกี่ยวสั้น) มักเป็นโรครุนแรงกว่าพันธุ์หนัก (อายุเก็บเกี่ยวนาน)

 

การป้องกันกำจัด
            เกษตรกรควรทำการพ่นสารเคมีเพื่อป้องกันและกำจัดโรคใบขีดสีน้ำตาล ในช่วงที่ระยะข้าวเริ่มตั้งท้องและระยะออกรวง ด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดโรค เช่น สารโพรพิโคนาโซล, โพรพิโคนาโซล+ไดฟีโนโคนาโซล, อะซ็อกซีสโตรบิน+ไดฟีโนโคนาโซล เป็นต้น
 
การป้องกันกำจัด
  1. การไถพลิกหน้าดิน จะช่วยทำลายส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อราสาเหตุโรค
  2. การกำจัดวัชพืชตามคันนาและแหล่งน้ำ เพื่อลดแหล่งสะสมและพักตัวของเชื้อราสาเหตุโรค
  3. ไม่ควรใส่ปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนในอัตรามากเกินความจำเป็น
  4. ไม่ควรใช้เมล็ดพันธุ์มากเกินในการปลูกข้าวแบบนาหว่าน
  5. การใช้จุลินทรีย์ปฏิปักษ์ฉีดพ่น เช่น เชื้อรา Trichoderma harzianum หรือ เชื้อแบคทีเรีย Bacillus subtilis เป็นต้น
  6. การใช้สารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น วาลิดามัยซิน โพรพิโคนาโซล เพนไซคูรอน หรืออีดิเฟนฟอส ตามอัตราที่ระบุโดยพ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อรานี้ในบริเวณที่เริ่มพบโรคระบาด ไม่จำเป็นต้องพ่นทั้งแปลง เพราะโรคกาบใบแห้งจะเกิดเป็นหย่อม

 

เอกสารอ้างอิง
จิระเดช แจ่มสว่าง, วรรณวิไล อินทนู และ สริตา ภาคพิเศษ. 2548. การใช้เชื้อรา Trichoderma harzianum และ Bacillus   sp. เพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวและลดโรคกาบใบแห้งและโรคเมล็ดด่างของข้าว. หน้า 31. ใน บทคัดย่อ: การประชุม  วิชาการอารักขาพืชแห่งชาติ ครั้งที่ 7.

 

พากเพียร อรัญนารถ, อรุณี สุรินทร์, วันชัย โรจนหัสดิน และสมคิด ดิสถาพร. 2526. การประเมินความเสียหายของผลผลิต  ข้าวที่ลดลงเนื่องจากโรคกาบใบแห้ง. ใน รายงานผลงานวิจัยประจำปี 2526 กองโรคพืชและจุลชีววิทยา กรมวิชาการ  เกษตร. 
http://www.brrd.in.th/rkb/

http://www.nstda.or.th/tlo/inside.php?option=view_technology&id=22

.

 

  •  
  •  
  •  
  •  
  •