น้ำถือเป็นองค์ประกอบหลักในการผสมสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเพื่อฉีดพ่น ซึ่งน้ำที่นำมาใช้ผสมสารกำจัดศัตรูพืชจะมีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช โดยเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ค่อยคำนึงถึงคุณภาพน้ำที่นำมาใช้ว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมหรือไม่
น้ำในแต่ละแหล่งหรือพื้นที่จะมีคุณสมบัติและคุณภาพน้ำแตกต่างกัน ซึ่งถ้าคุณสมบัติน้ำที่ใช้ไม่เหมาะสม จะส่งผลต่อประสิทธิภาพของสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น ทำให้การละลายของสารลดลง การดูดซึมลดลง และทำให้ประสิทธิภาพของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชลดลง ดังนั้น การตรวจสอบคุณสมบัติของน้ำเบื้องต้นก่อนการผสมสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชจึงมีความสำคัญ โดยคุณสมบัติน้ำที่ควรตรวจสอบ เช่น
1. เศษซากต่าง ๆ ในน้ำ (debris)
ควรเก็บเศษซากใบไม้ กิ่งไม้ หรือขยะมูลฝอยต่าง ๆ ที่อยู่ในน้ำออก เพื่อป้องกันการอุดตันของหัวฉีด|
2. ความขุ่น (turbidity)
สารแขวนลอยที่มีประจุบวกอาจจับกับสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีประจุลบ ตัวอย่างเช่น สารไกลโฟเซต (glyphosate) จะจับกับตะกอนที่แขวนลอยอยู่ในน้ำ ทำให้ประสิทธิภาพลดลง ดังนั้นไม่ควรใช้น้ำจากแหล่งที่มีสารแขวนลอยหรือน้ำที่มีลักษณะเป็นเลนหรือโคลน
3. แร่ธาตุที่ละลายในน้ำ (dissolved minerals)
โดยปกติน้ำทั่วไปจะมีแร่ธาตุต่าง ๆ ละลายอยู่ เช่น Ca, Mg, Fe เป็นต้น แร่ธาตุที่ละลายในน้ำจะทำให้น้ำมีค่าความกระด้าง (water hardness) ที่แตกต่างกัน
ความกระด้างของน้ำเกิดจากธาตุโลหะที่อยู่ในสภาพไอออนที่มีประจุบวก (cation) โดยเฉพาะในสภาพไอออนที่มีประจุ +2 เช่น แคลเซียมไอออน (Ca²⁺) และแมกนีเซียมไอออน (Mg²⁺) รวมถึงอาจมีธาตุอื่น ๆ เช่น เหล็ก (II) ไอออน (Fe²⁺), แมงกานีส (II) ไอออน (Mn²⁺) และสทรอนเซียมไอออน (Sr²⁺) แต่มีอยู่ในปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับ Ca²⁺ และ Mg²⁺ ดังนั้น คำจำกัดความของความกระด้างของน้ำจะแทนค่าด้วยความเข้มข้นทั้งหมดของ Ca²⁺ และ Mg²⁺ โดยจะแสดงในหน่วยมิลลิกรัมต่อลิตรของแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO₃) สามารถแบ่งระดับคุณลักษณะของน้ำตามความกระด้างดังนี้