โรคขอบใบแห้ง - icpladda

โรคขอบใบแห้ง

130 จำนวนผู้เข้าชม

 

โรคขอบใบแห้งข้าว

 ผศ.ดร.อุดมศักดิ์  เลิศสุชาตวนิช
ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน

 

รคขอบใบแห้งข้าว (bacterial leaf blight of rice) เป็นโรคที่สำคัญโรคหนึ่งในข้าวที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย  ซึ่งจะพบการระบาดและเข้าทำลายมากในช่วงฤดูฝนทำให้ผลผลิตเสียหายเป็นอย่างมากโดยเฉพาะพื้นที่นาเขตชลประทานที่สามารถปลูกข้าวได้ตลอดทั้งปี 

เชื้อสาเหตุ

เกิดจากแบคทีเรีย Xanthomonas oryzae pv. oryzae ข้าวที่เป็นโรคจะขับเชื้อแบคทีเรียออกมาทางช่องเปิดธรรมชาติหรือบาดแผลเป็นหยดของเชื้อแบคทีเรีย (bacterial ooze) แล้วแพร่กระจายไปกับนํ้า หรือลมฝน ถ้าต้นข้าวเกิดบาดแผล เช่น จากเข้าทำลายของหนอนห่อใบหรือแมลงศัตรูอื่นๆ จะทำให้การเข้าทําลายของเชื้อรุนแรงมากยิ่งขึ้น  แปลงข้าวที่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากจะเป็นปัจจัยส่งเสริมที่สำคัญที่ทำให้เกิดโรคระบาดได้รวดเร็วและรุนแรงยิ่งขึ้น  รวมทั้งการทำนาหว่านที่ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวในอัตราสูง

ลักษณะอาการโรค

โรคนี้สามารถเกิดกับข้าวได้ตั้งแต่ระยะกล้า แตกกอ จนถึง ออกรวง แต่ส่วนมากจะพบในระยะแตกกอเป็นต้นไป อาการที่ใบเชื้อจะเข้าทำลายผ่านทางช่องเปิดบริเวณปลายใบข้าวหรือบาดแผลเข้าไปสู่ท่อน้ำท่อลำเลียงในใบ ต่อมาใบจะมีอาการเป็นแถบสีเหลืองลงมาตามความยาว  แผลจะขยายไปตามความยาวของใบ และบางครั้งแผลขยายไปตามความกว้างของใบ ขอบแผลมีลักษณะเป็นขอบหยักสีเหลือง  แผลนี้เมื่อนานขึ้นจะเปลี่ยนเป็นสีเทา และสุดท้ายจะใบแห้งตาย  ที่แผลหรือปลายใบอาจมีหยดน้ำสีครีมหรือสีเหลืองลักษณะกลมๆ ขนาดเล็กเท่าหัวเข็มหมุด

 

 

แนวทางการป้องกันกำจัด

  • ไม่ควรใช้เมล็ดพันธุ์จากแปลงที่มีการระบาดของโรคขอบใบแห้ง  และเมื่อเกิดโรคระบาดขึ้นไม่ควรระบายน้ำจากแปลงที่เป็นโรคไปสู่แปลงอื่น
  • ใช้พันธุ์ข้าวที่มีความต้านทานต่อโรค เช่น พันธุ์สุพรรณบุรี 60 สุพรรณบุรี 90 สุพรรณบุรี 1 สุพรรณบุรี 2    กข7 และ กข23
  • ไม่ควรใส่ปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนมากเกินความจำเป็น  โดยเฉพาะดินที่มีความอุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว  เช่น ในแปลงที่เคยมีการปลูกเผือกก่อนการปลูกข้าวของเกษตรกรในภาคกลาง  จะมีธาตุอาหารเหลืออยู่ในพื้นที่เป็นปริมาณมาก  ในบางแปลงอาจไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยเพิ่มเติมเลยเมื่อปลูกข้าว  โดยเกษตรกรสามารถสังเกตความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ได้จากเทียบสีของใบข้าวกับแผ่นเทียบสี (leaf color chart: LCC) ของกรมการข้าว
  • การปลูกข้าวแบบนาหว่านที่ใช้เมล็ดพันธุ์อัตรามากเกิน  จะทำให้เกิดการระบาดของโรคได้รุนแรงมากกว่าการปลูกข้าวแบบนาดำ 
  • เกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงเป็นประจำ  ในการทำนาดำเกษตรกรมักตัดปลายใบต้นกล้าก่อนการปักดำ  ซึ่งบาดแผลที่เกิดขึ้นจะช่องทางให้เชื้อโรคเข้าทำลายได้  ดังนั้นเกษตรกรควรระมัดระวังการติดเชื้อของข้าวในช่วงนี้  โดยในแปลงที่มีประวัติการระบาดของโรคขอบใบแห้ง  อาจเปลี่ยนวิธีปลูกเป็นการโยนกล้าข้าวแทน   
  • ถ้าเกษตรกรปลูกข้าวพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรคนี้ เช่น พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 กข6 เหนียวสันป่าตอง พิษณุโลก 2  ชัยนาท 1  โดยเมื่อเริ่มพบอาการ ให้ใช้สารป้องกันกำจัด เช่น  สารประกอบทองแดง เช่น คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ (คอปเปอร์ ไฮ) ไตรเบซิคคอปเปอร์ซัลเฟต หรือ สารปฏิชีวนะ เช่น เสตร็พโตมัยซินซัลเฟต+ออกซีเตทตราไซคลิน ไฮโดรคลอร์ไรด์  แต่ห้ามใช้สารเหล่านี้อย่างต่อเนื่องเพราะจะทำให้เชื้อมีความต้านทานต่อสารประกอบทองแดงและสารปฏิชีวนะได้  ปัจจุบันมีสารที่ช่วยควบคุมโรคโดยไม่กระตุ้นให้เชื้อเกิดความต้านทาน เช่น สารแบคบิเคียว (bacbicure) ทั้งนี้ร่วมกับการควบคุมแมลงที่จะทำลายใบข้าวให้เสียหาย และการควบคุมระดับน้ำในแปลงให้เหมาะสมไม่ให้มีปริมาณมากเกินความจำเป็น
  • เกษตรกรควรปฏิบัติตามแนวทางในการป้องกันโรคข้างต้นนี้ให้ได้มากที่สุด เพื่อการควบคุมโรคให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

 

 
โรคขอบใบแห้ง ขอบใบแห้ง ขอบใบแห้งในนาข้าว การป้องกัน คอปเปอร์ไฮ
  •  
  •  
  •  
  •  
  •