
ผศ.ดร.อุดมศักดิ์ เลิศสุชาตวนิช
ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน
โรคขอบใบแห้งข้าว (bacterial leaf blight) เป็นโรคที่สำคัญที่ระบาดมากในฤดูฝน เนื่องจากเชื้อสาเหตุเป็นแบคทีเรีย Xanthomonas oryzae pv. oryzae จะแพร่ระบาดได้ดีในสภาพที่มีความชื้นสูง มีลมน้ำฝนที่จะพาเชื้อแบคทีเรียไปกับละอองน้ำหรือน้ำในแปลง
ลักษณะอาการ โรคนี้สามารถเกิดกับข้าวได้ตั้งแต่ระยะกล้า แตกกอ จนถึง ออกรวง แต่ส่วนมากจะพบในระยะแตกกอเป็นต้นไป
อาการส่วนมากพบบนใบเป็นหลักเชื้อจะเข้าทำลายผ่านทางช่องเปิดปลายที่ใบหรือบาดแผลที่ใบเข้าไปสู่ท่อน้ำท่อลำเลียงใบ ต่อมาใบจะมีอาการเป็นแถบสีเหลืองลงมาตามความยาว แผลจะขยายไปตามความยาวของใบ และบางครั้งแผลขยายไปตามความกว้างของใบ ขอบแผลมีลักษณะเป็นขอบหยักสีเหลือง แผลนี้เมื่อนานขึ้นจะเปลี่ยนเป็นสีเทา และสุดท้ายจะใบแห้งตาย ที่แผลหรือปลายใบอาจมีหยดของเชื้อสีครีมหรือสีเหลืองลักษณะกลมๆ ขนาดเล็กเท่าหัวเข็มหมุด
จากอาการของโรคขอบใบแห้งข้างตัน เกษตรกรหลายคนอาจจะยังไม่สามารถแยกแยะได้ ทางผู้เขียนจะมาแนะนำจุดสังเกตอาการโรคขอบใบแห้งดังนี้

อาการเริ่มต้นของโรค จะเป็นแถบเหลืองจากปลายใบลงมาขอบไม่เรียบ

ต่อมาแผลจะแห้งจากขอบใบเข้าไป

หยดของเชื้อแบคทีเรีย (bacterial ooze) ที่ขับออกมาจากแผลมีสีขาวขุ่นถึงสีเหลือง
ตัวอย่างอาการที่ไม่ใช่โรคขอบใบแห้ง

อาการใบไหม้จากโรคกาบใบแห้งที่เกิดจากเชื้อรา
อาการใบไหม้จากสภาพแวดล้อมเช่น สภาพอากาศร้อนจัด

อาการใบไหม้จากสารเคมีหรือปุ๋ยเข้มข้น
การป้องกันกำจัด
- ไม่ควรใช้เมล็ดพันธุ์จากแปลงที่มีการระบาดของโรคขอบใบแห้ง
- ไม่ควรใส่ปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนมากเกินความจำเป็น โดยเฉพาะดินที่มีความอุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว
- การปลูกข้าวแบบนาหว่านที่ใช้เมล็ดพันธุ์อัตรามากเกิะทำให้เกิดการระบาดของโรคได้รุนแรงมากกว่าการปลูกข้าวแบบนาดำ
- ถ้าเกษตรกรปลูกข้าวพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรคนี้ เช่น พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 กข6 เหนียวสันป่าตอง พิษณุโลก 2 หรือ ชัยนาท 1 ควรทำการพ่นสารป้องกันกำจัดโรคเป็นระยะตั้งแต่แตกกอ เช่น สารประกอบทองแดง เช่น คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ ไตรเบซิคคอปเปอร์ซัลเฟต ออกซีนคอปเปอร์ ซิงค์ไทอะโซล หรือ สารปฏิชีวนะ เช่น เจนตามัยซิน ซัลเฟต +ออกซีเตตระไซคลินไฮโดรคลอไรด์ เป็นต้น แต่ห้ามใช้สารเหล่านี้อย่างต่อเนื่องเพราะจะทำให้เชื้อต้านทานต่อสารได้



