ช่วงฝนชุก สวนทุเรียนควรวางแผนรับมือและจัดการโรคทุเรียนอย่างไร?
Admin
ช่วงฝนชุก สวนทุเรียนควรวางแผนรับมือและจัดการโรคทุเรียนอย่างไร?
ผศ.ดร.อุดมศักดิ์ เลิศสุชาตวนิช
ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน
ช่วงฤดูฝนหรือช่วงที่มีฝนตกชุกต่อเนื่อง เป็นช่วงที่ผู้ปลูกทุเรียนควรให้ความสำคัญกับการจัดการโรคเป็นพิเศษ เพราะ น้ำฝน ความชื้นในอากาศสูง ดินที่มีความชื้นมาก และระยะเวลาที่ใบ กิ่ง และลำต้นเปียกเป็นเวลานาน ล้วนเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการเกิดและแพร่ระบาดของโรคพืชหลายชนิด โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากเชื้อกลุ่ม oomycetes เช่น Phytophthora ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรครากเน่าโคนเน่า และผลเน่าของทุเรียน
โรครากเน่าโคนเน่าทุเรียนที่เกิดจาก Phytophthora palmivora เป็นปัญหาสำคัญ และมักระบาดได้ดีในช่วงฝนตกหนักและความชื้นสูง ดังนั้น การป้องกันโรคในช่วงฤดูฝนไม่ควรเน้นเพียงการ “พ่นสาร” แต่ควรเริ่มจาก การจัดการน้ำ การลดแหล่งสะสมเชื้อ การสำรวจโรคอย่างเป็นระบบ และการใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชเมื่อมีความจำเป็น
1. สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรก: “จัดการน้ำในสวน”
สิ่งสำคัญที่สุดหลังฝนตกหนัก คือ ตรวจสอบและจัดการน้ำในแปลงให้เร็วที่สุด ควรตรวจสอบว่า
- มีน้ำขังบริเวณโคนต้นหรือไม่
- ร่องระบายน้ำสามารถระบายน้ำออกจากสวนได้รวดเร็วหรือไม่
- ดินบริเวณทรงพุ่มและระบบรากอุ้มน้ำนานเพียงใด
- มีจุดใดในสวนที่น้ำไหลมารวมกัน
- มีดินแน่นหรือชั้นดินที่ขัดขวางการระบายน้ำหรือไม่
โดยเฉพาะสวนที่มีประวัติโรครากเน่าและโคนเน่า ควรให้ความสำคัญกับการระบายน้ำมากเป็นพิเศษ เนื่องจาก Phytophthora สามารถแพร่กระจายผ่านน้ำและมีความสัมพันธ์อย่างชัดเจนกับปริมาณฝนและความชื้น
หลักสำคัญคือ “ฝนตกไม่ควรปล่อยให้น้ำขัง”
หลังฝนตกหนักควรเปิดทางระบายน้ำ กำจัดสิ่งกีดขวางในร่องสวน และแก้ไขบริเวณที่น้ำขังซ้ำซาก หากดินเปียกแฉะควรหลีกเลี่ยงการนำเครื่องจักรหรือคนเข้าไปเหยียบย่ำบริเวณระบบราก เพราะอาจทำให้โครงสร้างดินเสียหายและเกิดบาดแผลบริเวณราก เพิ่มโอกาสการเข้าทำลายของเชื้อโรค
2. หลังฝนตกต้อง “สำรวจโรค” ไม่รอต้นทุเรียนตาย
ในช่วงฝนชุกควรแบ่งสวนออกเป็นโซน และตรวจสอบอย่างน้อย สัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง รวมทั้งเพิ่มความถี่ในการสำรวจหลังฝนตกหนัก
- ต้นที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ ได้แก่
- ต้นที่เคยเป็นโรครากเน่าและโคนเน่า
- ต้นที่อยู่ในบริเวณน้ำขัง
- ต้นที่อยู่ในพื้นที่ต่ำ
- ต้นที่มีระบบรากเสียหาย
- ต้นที่มีบาดแผลบริเวณโคนหรือลำต้น
- ต้นที่มีอาการผิดปกติจากการสำรวจครั้งก่อน
จุดที่ควรตรวจ: ระบบราก และโคนต้น
- ระบบรากและโคนต้น
- รากฝอยมีอาการเน่าหรือไม่
- เปลือกรากล่อนและเปื่อยยุ่ยหรือไม่
- โคนต้นมีแผลสีน้ำตาลหรือดำหรือไม่
- มีลักษณะฉ่ำน้ำหรือมีน้ำยางไหลหรือไม่
- มีแผลบริเวณลำต้นที่ขยายตัวหลังฝนตกหรือไม่
จุดที่ควรตรวจ: ใบ
- ใบซีดหรือเหลืองผิดปกติ
- ใบเหี่ยวหรือห้อยลง
- ใบร่วงผิดปกติ
- ใบมีแผลฉ่ำน้ำ
- ใบมีแผลสีน้ำตาลหรือดำ
- ใบไหม้และแห้งคาต้น
จุดที่ควรตรวจ: กิ่ง
- กิ่งแห้ง
- กิ่งที่มีแผล
- กิ่งซ้อนกันและมีการระบายอากาศไม่ดี
- กิ่งที่อยู่ใกล้ระดับดิน
- กิ่งที่มีอาการเปลี่ยนสีหรือมีเชื้อราขึ้นบริเวณแผล
จุดที่ควรตรวจ: ผล
- มีแผลสีน้ำตาลหรือดำ
- มีแผลฉ่ำน้ำ
- ผลเน่า
- ผลร่วงก่อนกำหนด
อาการของโรค Phytophthora สามารถเกิดได้หลายส่วนของต้น ตั้งแต่ราก ลำต้น ใบ ไปจนถึงผล ดังนั้นการสำรวจเฉพาะต้องพิจารณาให้ละเอียด
3. โรคอื่นๆที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษในช่วงฝนชุก เช่น โรคกิ่งแห้ง จากเชื้อรา Fusarium spp. โรคราสีชมพู จากเชื้อรา Erythricium salmonicolor หรือโรคใบติด จากเชื้อรา Rhizoctonia solani
4. เมื่อพบต้นเป็นโรค ควรดำเนินการอย่างไร?
หากพบอาการผิดปกติ ควรดำเนินการโดยเร็ว ไม่ควรรอจนโรคลุกลามทั่วทั้งต้น
แนวทางพื้นฐาน ได้แก่
1. ตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรคและกิ่งแห้ง
2. ขูดหรือถากเนื้อเยื่อบริเวณแผล จนถึงบริเวณเนื้อเยื่อที่ยังปกติ ในกรณีที่เหมาะสม
3. นำเศษกิ่งและเนื้อเยื่อที่เป็นโรคออกไปทำลายนอกแปลง
4. ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อเครื่องมือก่อนใช้กับต้นอื่น
5. ป้องกันไม่ให้น้ำจากต้นที่เป็นโรคไหลหรือกระเด็นไปยังต้นปกติ
6. หากเป็นโรครากเน่าและโคนเน่า ควรจัดการ ต้นที่เป็นโรคและต้นข้างเคียงที่มีความเสี่ยง ควบคู่กับการปรับปรุงระบบระบายน้ำ
5. ประเด็นสำคัญมาก: อย่าใช้สารกลุ่มเดิมซ้ำ ๆ
การใช้สารชนิดเดิมหรือสารที่มีกลไกการออกฤทธิ์เดียวกันซ้ำ ๆ เป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มแรงคัดเลือกให้เกิดประชากรเชื้อที่มีความไวต่อสารลดลง
โดยเฉพาะ metalaxyl ซึ่งอยู่ในกลุ่ม phenylamides หรือ FRAC 4 และเป็นสารที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดการดื้อยาใน oomycetes สูง
มีงานวิจัยในประเทศไทยรายงานการพบ P. palmivora ที่มีความต้านทานต่อ metalaxyl ในสวนทุเรียนภาคใต้ของประเทศไทย และพบประวัติการใช้ metalaxyl บ่อยครั้งในช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ควรนำมาใช้ประกอบการวางแผนจัดการสารป้องกันกำจัดโรคในสวน ดังนั้น ไม่ควรคิดความว่า “พ่นสารบ่อยขึ้น = ควบคุมโรคได้ดีขึ้น”
ในทางตรงกันข้าม หากใช้สารเดิมซ้ำมากเกินไป อาจทำให้ประสิทธิภาพลดลงและเพิ่มปัญหาการดื้อสาร
FRAC แนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้สารกลุ่มเดียวอย่างต่อเนื่อง และควรใช้การสลับหรือผสมกับสารที่มีกลไกแตกต่างกันตามหลักการจัดการการดื้อสาร
ข้อควรระวัง: การสลับสารต้องพิจารณาที่ FRAC code ของสารออกฤทธิ์ ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนชื่อการค้า เพราะผลิตภัณฑ์ต่างชื่อทางการค้าอาจมีสารออกฤทธิ์และกลุ่ม FRAC เดียวกัน
7. วางแผนป้องกันโรคตาม “ระดับความเสี่ยง”
การพ่นสารแบบเหมารวมทุกสวนทุกครั้งที่ฝนตกอาจไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสม ควรประเมินความเสี่ยงของแต่ละแปลง
| ระดับความเสี่ยง | ลักษณะสวน | แนวทางจัดการ |
| ต่ำ | ระบายน้ำดี ไม่มีประวัติโรค ต้นแข็งแรง | สำรวจสม่ำเสมอ จัดการน้ำและทรงพุ่มไม่ จำเป็นต้องพ่นสารทุกครั้งที่ฝนตก |
| ปานกลาง | มีประวัติโรค หรือฝนตกต่อเนื่อง | เพิ่มความถี่การสำรวจ จัดการต้นที่เริ่มมีอาการ และวางแผนใช้สารตามความเสี่ยง |
| สูง | มีโรคหลายต้น ดินแฉะ น้ำขัง ฝนต่อเนื่อง | เร่งระบายน้ำ จัดการต้นป่วยและต้นข้างเคียง ลดแหล่งเชื้อ และใช้มาตรการป้องกันที่เหมาะสมร่วมกัน |
8. การจัดการต้นข้างเคียงมีความสำคัญไม่แพ้ต้นที่เป็นโรค
เมื่อพบต้นที่เป็นโรค Phytophthora ไม่ควรสนใจเฉพาะต้นที่แสดงอาการแล้วเท่านั้น เพราะเชื้อสามารถแพร่ผ่านน้ำและดินได้
ควรตรวจสอบต้นที่อยู่ใกล้เคียง โดยเฉพาะต้นที่อยู่ตามทิศทางการไหลของน้ำ และต้นที่อยู่ในบริเวณต่ำ
ในพื้นที่ที่มีโรคระบาดเป็นหย่อม ควรพิจารณาจัดการเป็น “พื้นที่เสี่ยง” มากกว่าการรักษาเฉพาะต้น เพราะการจัดการเฉพาะต้นที่แสดงอาการอาจช้าเกินไปในบางสถานการณ์



