น้ำลดแล้ว... แต่อันตรายยังไม่จบ เปิดโรคร้ายที่ชาวสวนทุเรียนต้องระวัง
Aom
ผศ.ดร.อุดมศักดิ์ เลิศสุชาตวนิช
ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน
โรคที่ควรเฝ้าระวังในสวนทุเรียนหลังน้ำท่วม
หลังน้ำท่วมสวนทุเรียน โรคที่ควรเฝ้าระวังเป็นอันดับแรก คือ โรครากเน่าโคนเน่า ที่เกิดจากเชื้อรา Phytophthora palmivora ซึ่งเป็นโรคที่มีความสำคัญมากที่สุดในทุเรียน เนื่องจากน้ำท่วมขังทำให้ดินมีความชื้นสูง รากขาดออกซิเจนทุเรียน และเสียหายจากการแช่น้ำ ทำให้เอื้อต่อการแพร่กระจายของเชื้อสาเหตุโรค
อาการโรคต่างๆ ที่ควรสังเกตหลังน้ำลด
- ใบซีด ไม่เป็นมันเงา ใบเหี่ยว
- ใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและร่วง โดยอาจเริ่มจากบางกิ่งก่อน
- ใบมีแผลไหม้คล้ายน้ำร้อนลวก
- แผลสีน้ำตาลดำบนผล ผลเน่า
- รากฝอยเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เปลือกรากหลุดล่อน และเนื้อรากเปื่อยยุ่ย
- บริเวณโคนต้นหรือลำต้นพบรอยแผลสีน้ำตาล เมื่อถากเปลือกบริเวณแผล อาจพบเนื้อเยื่อใต้เปลือกเป็นสีน้ำตาลแดง
- หากแผลลุกลามรอบโคนต้น อาจทำให้ต้นตายได้
โดยวงจรการก่อโรคของ Phytophthora palmivora สามารถอธิบายเป็นขั้นตอน ดังนี้
การอยู่รอด → การงอกของสปอร์ → การสร้างและปลดปล่อยซูโอสปอร์ → การแพร่กระจาย → การเข้าทำลายพืช → การเจริญภายในเนื้อเยื่อ → การสร้างสปอร์เพื่อแพร่ระบาดรอบใหม่
ขั้นตอนที่ 1 การอยู่รอดของเชื้อ (survival)
เชื้อสามารถอยู่รอดระหว่างฤดูที่สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมได้ในโครงสร้างหลายรูปแบบ ได้แก่
- chlamydospores: สปอร์ผนังหนาที่ช่วยให้เชื้ออยู่รอดในดินหรือเศษซากพืช
- oospores: สปอร์ผนังหนาที่เกิดจากการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ โดยการสร้างขึ้นอยู่กับความเข้ากันได้ของสายพันธุ์และสภาวะที่เหมาะสม
- mycelium: เส้นใย สามารถดำรงอยู่ในเนื้อเยื่อพืชที่ติดเชื้อ
- sporangia: โครงสร้างที่ทำหน้าที่สร้างสปอร์ เพื่อแพร่กระจายเชื้อ
แหล่งสะสมเชื้อที่สำคัญในสวนทุเรียน ได้แก่ ระบบราก ส่วนที่เป็นโรค เศษซากพืชติดเชื้อ และดินในแปลง
ขั้นตอนที่ 2 การงอกและสร้าง sporangia (โครงสร้างที่ทำหน้าที่สร้างสปอร์)
เมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสม โดยเฉพาะมีความชื้นสูง เชื้อจะเจริญและสร้าง sporangia ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ทำหน้าที่สร้างและปลดปล่อยสปอร์สำหรับการแพร่ระบาด โดยสปอแรงเจียมสามารถงอกเป็นเส้นใยโดยตรง หรือปลดปล่อยซูโอสปอร์ (zoospores) ซึ่งเป็นสปอร์ที่เคลื่อนที่ได้ในน้ำ
ขั้นตอนที่ 3 การปลดปล่อยซูโอสปอร์ (zoospores)
เมื่อมีน้ำและความชื้นเพียงพอ sporangia สามารถปลดปล่อย zoospores ซึ่งมีแฟลเจลลา (flagella) สำหรับเคลื่อนที่ในน้ำ ซูโอสปอร์สามารถเคลื่อนที่ไปตามน้ำในดินหรือบนผิวพืช และเข้าหาบริเวณที่เหมาะสมต่อการเข้าทำลาย เช่น ปลายราก รากแขนง รอยแผล และเนื้อเยื่อพืชที่มีความอ่อนแอ
ขั้นตอนนี้มีความสำคัญอย่างมากในช่วงฝนตกต่อเนื่องหรือเมื่อดินมีน้ำขัง เพราะน้ำช่วยให้ซูโอสปอร์เคลื่อนที่และเพิ่มโอกาสเคลื่อนที่ไปทำลายพืช
ขั้นตอนที่ 4 การเข้าทำลายพืช (Penetration and Infection)
เมื่อซูโอสปอร์สัมผัสบริเวณที่เหมาะสม จะหยุดเคลื่อนที่และงอก germ tube เพื่อเข้าทำลายเนื้อเยื่อพืช
ช่องทางการเข้าทำลายทุเรียน ได้แก่
- ราก: โดยเฉพาะรากฝอยและรากที่ได้รับความเสียหาย
- โคนต้นและลำต้น: ผ่านบริเวณเปลือกที่มีแผลหรือเนื้อเยื่อที่เหมาะสมต่อการติดเชื้อ
- กิ่งและใบ: ผ่านเนื้อเยื่อผิวพืชหรือบาดแผล โดยเชื้อสามารถเข้าทำลายใบผ่านปากใบได้เช่นกัน
- ผลทุเรียน: สามารถเข้าทำลายผิวผลและบริเวณที่มีบาดแผลได้
การในเข้าทำลายทุเรียนพบว่าบาดแผลสดเป็นช่องทางสำคัญที่ช่วยให้ P. palmivora เข้าทำลายได้ง่ายขึ้น
ขั้นตอนที่ 5 การเจริญและลุกลามภายในเนื้อเยื่อ (colonization)
หลังจากเชื้อเข้าทำลายได้สำเร็จ เส้นใยจะเจริญภายในเนื้อเยื่อและทำให้เซลล์พืชเสียหาย อาการที่เกิดขึ้นขึ้นอยู่กับอวัยวะที่ถูกทำลาย ได้แก่
| อวัยวะ | อาการของโรค |
| รากฝอยและรากแขนง | รากเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เน่า และสูญเสียความสามารถในการดูดน้ำและธาตุอาหาร |
| โคนต้นและลำต้น | เปลือกเกิดแผลฉ่ำน้ำ ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดง อาจพบยางไหล |
| กิ่ง | เกิดแผลเน่าหรือแผลลุกลาม ทำให้กิ่งแห้งตาย |
| ใบ | เกิดแผลฉ่ำน้ำหรือสีน้ำตาล และอาจลุกลามเป็นใบไหม้ |
| ผล | เกิดแผลสีน้ำตาลเข้ม เนื้อเยื่อเน่า และผลอาจร่วงก่อนกำหนด |
หากเชื้อลุกลามจนทำลายเนื้อเยื่อรอบลำต้นหรือระบบรากอย่างรุนแรง ต้นทุเรียนอาจแสดงอาการใบเหลือง เหี่ยว กิ่งแห้งตาย และยืนต้นตายในที่สุด
ขั้นตอนที่ 6 การสร้าง sporangia บนเนื้อเยื่อที่เป็นโรค
เมื่อเชื้อเจริญและเพิ่มปริมาณภายในเนื้อเยื่อ จะสร้างก้านชูสปอร์ (sporangiophores) และ sporangia บนหรือใกล้บริเวณแผลในสภาพที่มีความชื้นสูง อาจพบกลุ่มสปอร์สีขาวคล้ายปุยหรือฝ้าบนผลทุเรียนที่เป็นโรค ซึ่งเป็นแหล่งสร้างเชื้อสำหรับการแพร่ระบาดต่อไป เชื้อจากแผลที่เกิดขึ้นสามารถเพิ่มปริมาณและแพร่กระจายไปยังส่วนต่างๆ ในต้นหรือต้นข้างเคียงได้
ขั้นตอนที่ 7 การแพร่กระจายและเริ่มวงจรการก่อโรคใหม่ (dissemination)
เชื้อแพร่กระจายได้หลายทาง ได้แก่
1. น้ำฝนและน้ำกระเด็น: พาสปอร์จากดินหรือแผลที่เป็นโรคไปยังลำต้น กิ่ง ใบ และผล
2. น้ำไหลบ่าหรือน้ำชลประทาน: พาเชื้อเคลื่อนย้ายระหว่างบริเวณในสวน
3. ดินและเศษซากพืช: เคลื่อนย้ายเชื้อไปกับดินที่ปนเปื้อน
4. เครื่องมือการเกษตร: อาจพาเชื้อจากต้นที่เป็นโรคไปยังต้นอื่นเมื่อมีการปนเปื้อน
เมื่อสปอร์ตกลงบนเนื้อเยื่อพืชที่เหมาะสมและมีความชื้นเพียงพอ เชื้อจะเริ่มกระบวนการเข้าทำลายอีกครั้ง ทำให้วงจรการเกิดโรคดำเนินต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน
เมื่อเกษตรกรเข้าใจถึงวงจรการเกิดโรคแล้ว มาดูแนวทางจัดการสวนทุเรียนหลังน้ำลดเพื่อป้องกันโรครากเน่าโคนเน่า
ระยะที่ 1: หลังน้ำลด
- เร่งระบายน้ำออกจากสวน โดยเปิดทางระบายน้ำและกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ
- หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องจักรหนักในพื้นที่ที่ดินยังอิ่มน้ำ เพราะอาจทำให้ดินแน่นและรากเสียหายเพิ่มขึ้น
- ตรวจต้นที่มีอาการใบเหี่ยว ใบเหลือง หรือใบซีดผิดปกติ โดยเฉพาะต้นที่อยู่ในบริเวณน้ำท่วมขังนาน
- ตรวจโคนต้นและรากที่สามารถเข้าถึงได้อย่างระมัดระวัง โดยไม่ขุดหรือทำให้รากที่ยังมีชีวิตเกิดบาดแผลเพิ่ม
- หลีกเลี่ยงการใส่ปุ๋ยต่างๆ โดยทันที
ระยะที่ 2: หลังดินเริ่มหมาดและมีสภาพเหมาะสมต่อการเข้าตรวจสวน
- สำรวจสวนอย่างเป็นระบบ โดยแบ่งพื้นที่ตามระดับความรุนแรงของน้ำท่วม
- บันทึกตำแหน่งต้นที่มีอาการผิดปกติลงในแผนผังสวน
- ตรวจราก โคนต้น กิ่ง ใบ และผล
- ทำความสะอาดอุปกรณ์ตัดแต่งกิ่ง และหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องมือปนกับต้นปกติโดยไม่ทำความสะอาด
- ทำการค้ำยันต้นที่โคนโยกเอนไม่มั่นคง
- ตัดส่วนที่เป็นโรคและนำออกจากสวนตามความเหมาะสม
- หากสงสัยโรครากเน่าโคนเน่า ควรประเมินอาการและยืนยันสาเหตุก่อนวางแผนใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืช
ระยะที่ 3: ช่วงฟื้นฟูต้นทุเรียน
- ประเมินการแตกใบใหม่และการฟื้นตัวของทรงพุ่ม
- หลีกเลี่ยงการให้น้ำมากเกินความจำเป็น
- เมื่อรากเริ่มฟื้นตัว จึงพิจารณาการให้ปุ๋ยตามสภาพต้น โดยเน้นการให้ปุ๋ยทางใบก่อน
- อาจพิจารณาใช้ชีวภัณฑ์ เช่น เชื้อราไตรโคเดอร์มา ในระบบการจัดการโรคแบบผสมผสาน โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและใช้ตามคำแนะนำ
การใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชหลังน้ำท่วม
หากตรวจพบหรือสงสัยต้นเป็นโรครากเน่าโคนเน่าจาก P. palmivora พิจารณาการใช้สารที่มีประสิทธิภาพต่อกลุ่ม oomycetes เช่น fosetyl-Al, phosphorous acid, metalaxyl, propamocarb HCl, cymoxanil + mancozeb หรือ dimethomorph เป็นต้น



